สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกในดินแดนสหภาพหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์

สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกในดินแดนสหภาพหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์

วันที่นำเข้าข้อมูล 2 มิ.ย. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 2 มิ.ย. 2569

| 19 view

เมื่อวันที่ 18 - 22 พฤษภาคม 2569  นางสาวศิริพร ตันติปัญญาเทพ กงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา พร้อมด้วยนายเฉก จีนาพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองเจนไน และนางสาวพีร์ภากรณณ์ เนียมใย กงสุล เยือนเมืองศรีวิชัยปุรัม (พอร์ตแบลร์) ดินแดนสหภาพหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ สาธารณรัฐอินเดีย เพื่อขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกและเร่งผลักดันความร่วมมือระหว่างไทย – หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ สู่การเป็น “หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจแห่งอ่าวเบงกอล” โดยได้เข้าเยี่ยมคารวะและพบหารือกับผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ พลเรือเอก Devendra Kumar Joshi ผู้ว่าการ (Lieutenant Governor) ดร. Chandra Bhushan Kumar เลขาธิการใหญ่ฝ่ายบริหาร (Chief Secretary) นาย G. Edison ผู้อำนวยการการท่าเรือ (Chief Port Administrator) รวมทั้งได้ร่วมเสวนาและพบหารือกับภาคธุรกิจสำคัญในพื้นที่ ได้แก่ สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอันดามัน และสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมนิโคบาร์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และแสวงหาแนวทางการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน

กงสุลใหญ่ฯ ย้ำว่า การเยือนครั้งนี้มุ่งต่อยอดศักยภาพของทั้งสองฝ่าย โดยอาศัยจุดแข็งจากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และโอกาสการเชื่อมโยงทั้งทางทะเลและทางอากาศระหว่างพอร์ตแบลร์ – ระนอง และพอร์ตแบลร์ – ภูเก็ต เป็นสะพานเชื่อมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว เพื่อเปิดประตูสู่โอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ และสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม กงสุลใหญ่ฯ ยังได้กล่าวถึงศักยภาพของหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ทั้งด้านทรัพยากรทางทะเลและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งสามารถต่อยอดความร่วมมือกับไทยได้อย่างกว้างขวาง ขณะที่ไทยมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยว สินค้าอุปโภคบริโภค และผลไม้คุณภาพ ที่สามารถตอบโจทย์ตลาดท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวอินเดียได้เป็นอย่างดี กงสุลใหญ่ฯ ยังได้ชี้ถึงบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของท่าเรือระนอง ซึ่งรัฐบาลไทยเร่งพัฒนาท่าเรือน้ำลึกเป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญของไทยสู่ภูมิภาคอ่าวเบงกอลและ BIMSTEC เพื่อเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับภูมิภาคเอเชียใต้อย่างไร้รอยต่อ โดยเฉพาะกับหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากระนองเพียง 400 - 500 กิโลเมตร และใกล้กับประเทศไทยกว่าแผ่นดินใหญ่อินเดียจึงมีศักยภาพสูงในการก้าวขึ้นเป็นประตูเศรษฐกิจใหม่ของทั้งสองฝ่าย

ในโอกาสนี้ กงสุลใหญ่ฯ ยังได้สำรวจภาคธุรกิจสำคัญของหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ อาทิ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลโรงงานผลิตปลากระป๋อง Off Shore บริษัทห้องเย็นอาหารทะเล Era Fishery โรงงานแปรรูปมะพร้าว Riflex Industries บริษัทเดินเรือ Makruzz Catamaran และโรงแรม Taj Exotica Resort & Spa Andamans เพื่อศึกษาศักยภาพและลู่ทางการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังพบหารือกับผู้บริหาร Mubarak ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ ซึ่งมีสินค้าไทยวางจำหน่ายหลากหลาย ทั้งอาหาร เครื่องปรุง และขนมขบเคี้ยว สะท้อนถึงความนิยมและโอกาสการขยายตลาดสินค้าไทยในพื้นที่ ขณะเดียวกัน โรงแรม Taj Exotica Resort & Spa Andamans ยังมีแผนจัดเทศกาลอาหารไทย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่ชาวอินเดียและนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกด้วย

การท่องเที่ยวของหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวกว่า 710,000 คน ซึ่งกว่าร้อยละ 98 เป็นนักท่องเที่ยวอินเดีย ขณะที่สนามบินนานาชาติพอร์ตแบลร์ได้ขยายขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารเป็น 5 ล้านคนต่อปี รองรับโอกาสเชื่อมโยง การค้า และการท่องเที่ยว กับไทยได้ในอนาคต ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายมีความตกลงเมืองพี่เมืองน้อง ภูเก็ต - พอร์ตแบลร์ และบันทึกความเข้าใจระหว่างหอการค้าจังหวัดภูเก็ตกับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอันดามัน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ

ข่าวใกล้เคียง

ข่าวใกล้เคียง